ความตายสีดำ (The Black Death) โดย Pat Hemasuk

AdminSat 14 Mar 2020
0
ความตายสีดำ (The Black Death) โดย Pat Hemasuk


คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk
“ความตายสีดำ (The Black Death)”

การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเวลานี้ที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นการระบาดใหญ่ระหว่างประเทศ (pandemic) นั้น โลกเคยเผชิญกับความตายมานับครั้งไม่ถ้วน และเป็นการระบาดจากคนสู่คนที่มาจากสัตว์สู่คนไม่ต่างกับการระบาดในเวลานี้ ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีใครรู้จักเชื้อโรคที่ตามองไม่เห็นก่อนที่จะมีกล้องจุลทัศน์ ต่างก็เชื่อว่าเป็นการลงโทษจากพระเจ้า ส่วนในประเทศไทยนั้นจะเรียกการระบาดของโรคว่า 'ห่าลง' ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็บอกรายละเอียดของโรคเอาไว้จนสามารถวิเคราะห์ภายหลังได้ว่า โรคห่าที่เรียกกันในสมัยนั้นคือโรคอะไร ซึ่งมีทั้งหมด 3 โรคที่คร่าชีวิตคนในสมัยโบราณคือ ฝีดาษ อหิวาตกโลก และกาฬโรค แต่ที่รุนแรงมากนั้นคือกาฬโรคมีคนตายมากที่สุดจนพลเมืองของโลกหายไปถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว

ภาพ The Triumph of Death โดย Pieter Bruegel

ประวัติศาสตร์นั้นเคยบันทึกถึงโรคระบาดที่ทำให้เมืองถึงกับล่มสลายมาแล้วในช่วงระหว่างปี 430--26 ก่อนคริสตกาล กรุงเอเธนส์เคยมีโรคระบาดจนคนตายไปถึง 1 ใน 3 ซึ่งจำนวนคนตายถึงสามแสนคนนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาในสมัยที่จำนวนพลเมืองของโลกยังมีไม่กี่สิบล้านคน ทำให้อารยะธรรมกรีกในยุคคลาสสิกถึงกับล่มสลายลง แต่การที่โรคอะไรระบาดนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่จากการเขียนประวัติศาตร์โดย ธูคูดีเดส (Thucydides) ตามภาษากรีก หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทิวซิดิดีส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกที่รอดชีวิตจากในครั้งนั้น ได้พูดถึงโรคระบาดในช่วงสงครามเพโลโพเนเซียน ระหว่างเอเธนส์กับสปาตาว่าประชาชนในกรุงเอเธนส์มีไข้สูงและผิวหนังพุพองและท้องร่วง ใครไปเยี่ยมใครก็ต้องตาย หมอก็ตายกันหมด จนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็ทิ้งความเป็นมนุษย์ที่เจริญแล้วใช้ชีวิตแบบตามใจที่จะทำโดยไม่ใส่ใจในศีลธรรมและจารีตประเพณีอีกต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นไทฟอยด์หรือไข้ทรพิษ หรืออาจจะเป็นทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

อีกครั้งที่ระบาดแล้วตายกันหนักคือช่วงปี ค.ศ. 541-2 ที่ประวัติศาสตร์เรียกว่าโรคระบาดแห่งจัสติเนียน (Plague of Justinian) ซึ่งเป็นการระบาดของกาฬโรคที่มาจากทางตะวันออก ซึ่งแน่นอนว่ามาจากจีนจนมาถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล แต่นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงการระบาดที่มาจากอียิปต์ที่มีในเวลาเดียวกันที่มาพร้อมกับธัญพืชที่นำเข้ามาจากอียิปต์ และแน่นอนว่าหนูก็มาด้วยพร้อมกับธัญพืชเหล่านั้น ในประวัติศาสตร์นั้นบันทึกว่ามีคนตายถึงวันละหมื่นคน จนมีคนตายไปเกือบครึ่งเมือง และต่อมาก็กระจายไปถึงยุโรปโดยผ่านทางเมดิเตอร์เรเนียนในปี ค.ศ. 588 และยังระบาดเป็นช่วง ๆ อีกเกือบสองร้อยปี จนคนยุโรปมีประชากรลดลงไปเหลือเพียงครึ่งเดียว คาดว่าความตายสีดำในครั้งนั้นเอาชีวิตคนไปไม่ต่ำกว่าร้อยล้านคนในช่วงไม่ถึงสองร้อยปี จะบอกว่าคำว่า “ยุคมืด” ในความหมายของ เพทราค นักปรัชญาชาวอิตาลีที่ใช้คำนี้เป็นครั้งแรก หมายถึงยุคกลางตอนต้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-10 ที่สภาพสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงพร้อมกับโรคระบาดจนประชากรหายไปครึ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องเกือบสองร้อยปีก็เป็นไปได้

และอีกครั้งที่กาฬโรคได้เปลี่ยนทุกอย่างไป  กาฬโรคเอาชีวิตคนไปถึง 25 ล้านคนในยุโรป เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศวรรษที่ 14 และต่อเนื่องครั้งย่อย ๆ ตามเมืองต่าง ๆ ไปอีกประมาณห้าร้อยปี จนถูกเรียกว่าโรคระบาดครั้งใหญ่ (Great Pestilence) โดยเริ่มจากจีนและอินเดีย แพร่สู่ยุโรปตามเส้นทางสายไหมโดยพ่อค้าจีนและมองโกล จนประชากรอิตาลีหายไปสองในสามในการระบาดช่วงปี ค.ศ. 1338-51 และยังแพร่ไปจนถึงแอฟริกา

ส่วนในเมืองไทยนั้นพระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองหนีโรคห่ามาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ซึ่งถ้าดูตามประวัติศาสตร์โลกในเวลานั้นมีโอกาสสูงมากที่โรคห่าที่ระบาดจนพระเจ้าอู่ทองทรงต้องย้ายเมืองหนีนั้น คือกาฬโรคที่มาจากจีนและอินเดียในเวลานั้น การระบาดใหญ่ในยุโรปทิ้งช่วงไป มีแต่การระบาดย่อยจนถึงมีการระบาดใหญ่อีกครั้งในลอนดอนในปี ค.ศ. 1400 มีคนตายถึง 70% จากคนเกือบห้าแสนคนที่อยู่ในตัวเมืองจนมีประชากรเหลือประมาณหกหมื่นคนเท่านั้น  และมีการระบาดหนักในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 อยู่หลายรอบ รวมแล้วในช่วงเวลาห้าร้อยปีกาฬโรคเอาชีวิตคนยุโรปไปถึง 25 ล้านคน

ภาพ The Chronicles of Gilles Li Muisis

ความตายสีดำนั้นยังคงมีอยู่เป็นระยะและคู่กับโลกนี้ไป เพียงแต่เปลี่ยนจากการติดเชื้อแบคทีเรียมาเป็นไวรัสแทน เพราะการระบาดของแบคทีเรียในอดีตที่ทำให้คนตายเป็นล้านคนนั้นจบลงด้วยจากการที่โลกรู้จักยาปฏิชีวนะ

Related stories